0007: เล่นหุ้นแบบเก็งกำไรราคา

Wed 1/6/11 at 21:09 8 comments

เท้าความก่อนว่า ตอนเริ่มลงทุนในหุ้นช่วงแรกก็เริ่มจากการเก็งกำไรแต่ตอนนั้น มั่วมาก กับการลงทุนที่มีเงินน้อย ผสมกับการกลัวขาดทุน ทำให้การลงทุนในช่วงแรก ได้เพียงประสบการณ์ ได้รู้สึกถึงอารมณ์ของตลาดฯ จนผันตัวเองไปลงทุนแนวพื้นฐานก็ได้กำไรดีพอควรจนมาเสียหายหนักมากตอนวิกฤตซับไพม์ คิดอย่างเดียวตอนนั้นว่าเราเล่นหุ้นไม่มั่ว จังหวะไม่ดีเองมาเจอวิกฤติ แต่พอเศรษฐกิจฟื้นตลาดหุ้นฟื้น ก็ได้ผลกำไรกลับคืนมามากจนอย่างไม่เคยคิดมาก่อน แต่พอผ่านตลาดcrashมาแล้ว ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า จริงๆแล้ว น่าจะมีใครที่หนีได้ไว หนีได้ทัน กับวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ คนที่หนีได้ช้าสุดน่าจะเป็นพวกเล่นหุ้นแบบพื้นฐาน เพราะคิดว่าพื้นฐานไม่เปลี่ยนราคาหุ้นตกจะขายทำไมก็มีแต่ซื้อเพิ่ม ซึ่งการละเลยอารมณ์ของตลาดฯก็อาจทำให้ผลตอบแทนเราเสียหายหนักได้ พวกที่หนีไวสุดน่าจะเป็นพวกเทคนิค หรือ เก็งกำไรแบบมีวินัย คือถึงจุดstop ก็หยุด ไม่ถึงจุดซื้อก็ไม่ซื้อ

หลังจากวิกฤติตลาดฟื้นตัว คนที่ไม่ขายหมูและ let profit run ได้ยาวๆ ก็น่าจะเป็นพวกเทคนิคหรือเก็งกำไรนั้นอีก พวกเล่นหุ้นดูพื้นฐานจะขายหมูได้ง่าย เวลาถึงเป้าในใจก็ขายหุ้นเพราะกลัวมันจะตกลงมาอีก พอขายหุ้นเสร็จกว่าจะหาหุ้นถูกๆซื้อใหม่ก็ใช้เวลานานมาก บางทีโลภมากๆ ไม่รอกลัวตกรถ Margin of Safety น้อย ก็ทำให้ขาดทุนได้ หาหุ้นได้น้อยก็ทำให้ต้องลงหุ้นน้อยตัว ทำให้พอร์ตกระจายความเสี่ยงน้อย ถ้าพลาดนั่นหมายถึงหายนะ ที่พูดมาทั้งหลายทั้งปวง ก็คงจะขัดใจ คอหุ้นแนวพื้นฐานไม่มากก็น้อย แหละครับ ที่นี้ลองหันมาดูการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรราคา บางคนบอกว่าเป็นแมงเม่า

แต่จริงๆแล้วถ้าเราเก็งกำไรแบบถูกต้องตามหลักการ โอกาสหายนะ นั้นค่อนข้างน้อย เคยอ่านเจอหนังสือหลายเล่ม กล่าวคล้ายกันอยู่5ข้อ
1. ให้เก็งกำไรโดยใช้เงินมากสุดเพียงสินทรัพย์ครึ่งนึงของที่เรามี และก็ห้ามกู้
2. ในการเก็งกำไรหุ้นแต่ละ1หุ้น ต้องไม่เกิน 10%ของพอร์ต เพื่อกระจายความเสี่ยง
3. ก่อนที่จะซื้อให้กำหนดจุดstopไว้เลย ปกติไม่เกิน3-5%ของราคาทุน และถ้าราคาวิ่งก็ขยับ stop ขึ้นมาเรื่อยๆ และสำคัญมากคือต้องมีวินัย
4. เล่นหุ้นที่มีแนวโน้มราคาขาขึ้น
5. เก็งกำไรในตลาดขาขึ้น หรือในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดี

ข้อดีมากของการเก็งกำไรราคาคือสามารถเล่นหุ้นหรืออะไรที่มีการขยับเขยื้อนของราคาได้ทันทีดูแค่กราฟราคาก็พอ ไม่ต้องดูงบ ไม่ต้องวิเคราะห์ หรือดูผู้บริหาร นักเทคนิคกล่าวไว้ว่า It’s all in the chart!
ไม่ต้องสนใจว่าหุ้นถูก หรือหุ้นแพง ขอให้มันมีแนวโน้มราคาขาขึ้นก็พอ โยกย้ายไปหุ้นตัวนู้นตัวนี้ สลับกันไปได้ตามที่เราเห็นว่าเงินอยู่ตรงไหนแล้วงอกเงยได้ดี บางคนเรียกว่า smart money

ผมว่าถ้าเรารู้จักการลงทุน การเก็งกำไร หลายๆด้านแล้ว จะทำให้เราลดโอกาสการขายหมู เพิ่มโอกาสในการลงทุนของเรา ในเวลาที่ตลาดฯไม่เป็นใจ ซึ่งการเก็งกำไรราคาถ้าทำแบบมีหลักการและมีวินัยในระยะยาวนอกจากไม่ขาดทุนแล้ว ก็มีกำไรไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

Entry filed under: Investment. Tags: .

0006: GL’s Annual General Meeting 2011 0008: ความสุขกับความร่ำรวย

8 Comments Add your own

  • 1. โอม  |  Wed 1/6/11 at 21:42

    -VI vs Technical..ผมว่าแก่นของทั้งสอง style เหมือนกันตรงที่ ‘ต้องรู้จริงครับ’
    -ในบทความนี้นักเทคนิคขั้นเทพก็ยกย่อง VI ไว้
    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20101011/356934/ชีวิตเกษียณ-เซียนหุ้น(พันล้าน)-มุ่งสู่ความยั่งยืน.html
    -ส่วน VI ตัวพ่อ ผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ในไทย เคยกล่าวถึงนักเทคนิคไว้ว่า เชื่อว่ามีคนรวยด้วยเทคนิค แต่การที่คนทั่วไปจะศึกษาและเดินตามรอยจนเก่งได้อย่างเค้าน่าจะยาก เพราะเป็นศิลปะมากกว่าVIมาก(อย่างหลังนี่ ผมจำใจความมาจากการสนทนากันเป็นกลุ่มใหญ่ครับ:)

    Reply
  • 2. ิsakarin maneesuk  |  Wed 1/6/11 at 22:58

    สวสดีครับ คุณ vivitawin
    ขออกความเห็นครับ

    คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ทีผมรู้จัก ก็เล่นแนวเก็งกำไรครับ แล้วก็ประสบความสำเร็จก็มากอยู่
    ส่วนคนที่เล่นแนววีไอ แล้วสำเร็จ(นับเฉพาะคนที่ เรารู้จักเค๊าแบบ จริงๆ นั่งคุยกันได้) ไม่มีแฮะ

    แต่ผมก็ยังมุ่งมั่นในแนวพื้นฐานนะครับ มีบ้างส่วน เก็งกำไรบ้างพอเป็นน้ำจิ้ม
    ———-
    ไม่ว่า จะแนวไหน ก็คงต้องศึกษาและลองผิดลองถูก เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญต้องเปิดใจกว้าง

    ขอบคุณสำหรับการแชร์ไอเดีย เพื่อการเรียนรู้ครับ

    Reply
  • 3. THONGEK  |  Thu 2/6/11 at 8:34

    ขอบคุณสำหรับการแชร์ความรู้ครับ

    Reply
  • 4. THONGEK  |  Thu 2/6/11 at 8:51

    อาจจะเป็นการรีบสรุปไปหน่อยว่า Technical ดีกว่า VI
    เพราะ VI ก็มีข้อดีของตัวเอง เช่น
    ไม่เครียดหรือกังวลกับราคามากนัก ซึ่งเหตุผลนึงที่ผมสนับสนุน VI หรือพวก
    Technofundamental คือ ความเครียดน้อยกว่า และ ต้องการการติดตามตลาดน้อยกว่า

    นอกจากนี้ สาย Technical แิอบเล่นในเวลาทำงานได้ยาก😛
    อีกอย่างการนั่งวิเคราะห์งบและการถกพูดคุยถึงพื้นฐานของหุ้น เศรษฐกิจโลก
    ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ชอบ เล่น technical บางครั้งก็เหมือนเชียร์มวยไปหน่อย

    (เหตุผลส่วนตัวล้วนๆ)

    Reply
  • 5. vivitawin  |  Thu 2/6/11 at 9:09

    ไม่ได้ฟันธงว่าดีกว่าทั้งหมด แล้วแต่จริตของแต่นะคนครับ โดยส่วนตัว ผมก็เป็นนักลงทุนแนวพื้นฐานที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมด้วยคือเวลาซื้อก็ต้องได้ถูกจริงๆ แต่ก็ยังทนเงินหายโดยการละเลยอารมณ์ของตลาดฯไปไม่สนใจมันเลยยังไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องเปิดใจกว้าง ดูคนอื่นฟังคนอื่นมองวิธีที่เค้าทำบ้าง อาจมาปรับใช้ให้การลงทุนที่เป็นอยู่ถูกใจถูกจริตเรามากขึ้น

    ผมอ่าน ตีแตก ของดร.นิเวศน์ พอมาเล่นหุ้น ก็เกิดความรู้สึกอยากจะตีแตกๆ รวยๆ แบบเค้าบ้าง
    แต่ในความเป็นจริง การตีแตก คือการถือหุ้นน้อยตัวอาจจะแค่1-2ตัวในพอร์ตที่weightหนักๆ
    เราไม่ได้เก่งแบบนั้น แต่อยากจะตีแตก ส่วนมากจะจุกแทน
    และผมว่าการทำแบบนั้นเสี่ยงมากกว่าการกระจายความเสี่ยงและการเล่นแบบเก็งกำไรที่มีวินัยเป็นไหนๆ

    Reply
  • 6. vivitawin  |  Thu 2/6/11 at 9:10

    ลากเอา ตีแตก มาวิจารณ์ สุ่มเสี่ยงมากนะเนี่ย 555

    Reply
  • 7. Send  |  Sun 31/7/11 at 0:37

    มาช่วยออกความเห็นครับ เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้น GL เหมือนกัน
    ผมเป็นนักเทคนิคมาก่อนครับแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

    สิ่งที่ผมมักเจอคือ ผมกำหนดจุด Cut Loss ไว้ที่ 3% นั่นคือ ประมาณ 3 ช่องลงมาจากราคาทุน
    ในหลายๆครั้งราคามักจะลงมาก่อนแล้วค่อยขึ้น ทำให้ผมขายขาดทุนค่อนข้างบ่อย
    นอกจากนี้หากเรากำหนดจุด Cut Loss ไว้ที่ 3 ช่อง เมื่อเริ่มมีคนเคาะขายที่ช่องที่ 3 ที่เรากำหนดไว้เราจะยังไม่ขาย จนสุดท้ายมักจบที่การขายที่ช่องที่ 4

    นอกจากนี้หากผมกำลังตัดสินใจซื้อ หากหุ้นผ่านแนวต้าน สมมติว่า แนวต้านอยู่ที่ 20 บาท แน่นอนครับผมไม่กล้าเคาะที่ Offer 20 บาทแน่ ในหลายครั้ง 20 บาทถูกยกเป็น bid แล้วก็ถูกขายมาเป็น Offer อีก (หากดู GL อยู่ แนวต้านอยู่ที่ 29 น่าจะเห็นภาพได้ดีในตอนนี้) ดังนั้นจะให้เคาะที่ 20.25 ก็ไม่ง่ายเช่นกัน สุดท้ายมักไปซื้อที่ 20.50

    ผมไม่เคยได้กำไรยาว นั่นอาจเป็นปัญหาของผม ผมไม่สามารถ Let Profit Run ได้ ปัญหาของผมอาจเป็นเพราะขายเร็วเกินไปโดยไม่ทันเห็น Selling Signal

    เมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ผมตั้งใจจะซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ P/E ประมาณ 2 เท่ากว่าๆ (ตอนนั้นเริ่มใช้พื้นฐานแต่ก็ยังไม่ลืมเทคนิค) ตอนนั้น ราคาหุ้้นอยู่ที่ประมาณ 2.06 บาท ผมดูกราฟแล้วคิดว่าแนวรับที่ 2 บาท ดังนั้นผมจึงรอที่จุดนั้น สุดท้ายราคาขึ้นไปทันที ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 11 บาท

    ปัจจุบัน ผมคิดว่าจะเน้นที่พื้นฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น(เพราะท่าทาง เทคนิค คงไม่เหมาะกับผมนัก)

    จากบทความ คิดว่าการตัดสินใจซื้อ GL คงของคุณ vivitawin คงไม่ใช่เพราะเทคนิคเหมืิอนกัน เพราะตอนนั้นราคาอยู่ในช่วงลง

    ผมก็ซื้อในช่วงใกล้เคียงกัน หากเป็นผมเมื่อก่อนคงมองว่าหุ้นหลุดแนวรับ ส่งสัญญาณขาย ดังนั้นจึงควรรอ แต่ผมก็ไม่สนใจเทคนิคและตัดสินใจซื้อครับ

    Reply
    • 8. vivitawin  |  Sun 31/7/11 at 10:06

      ถูกต้องแล้วครับ ผมไม่ได้ซื้อ GL เพราะเก็งกำไรทางเทคนิค ซื้อGLเพราะราคาถูกมากและปันผลดีมากเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆในระดับดัชนีพันจุด🙂

      Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed



%d bloggers like this: